
We Pushed Ourselves to the Limit, Once...and Now We are BACK...^_*...We will push ourselves even further, this time. Expect for unexpectful events to happen on your ways, alright?
Recent Trackback
"Boat racing in Nan" by Krisda Dhiradityakul
"Boat racing in Nan" by Krisda Dhiradityakul
"Boat racing in Nan" by Krisda Dhiradityakul
"Boat racing in Nan" by Krisda Dhiradityakul
태국 맥씸 2009 선발대회[Maxim Thailand 2009]
92미터 수중동굴 에서의 구사일생 Return from the deadly 92 meter Death Trap
Tag Clouds
วันนี้18
เมื่อวาน51
ทั้งหมด (UIP)54,808
D&T15-Thai VersionThrill Seekers of the Ocean!
From The Cover 2009-03-03, 13:31:55
Dive & Travel Issue15
Thrill Seekers of the Ocean!
Journal and Photos by Joon H. Park
แปลและเรียบเรียง พิชชา วานิชผล
태국어 울렁증?...ㅋㅋㅋ...한글 버젼을 보시려면 이 곳을 클맄하세요
Click Here for English Version of this Article
สัญชาตญาณการแกะรอยอย่างรวดเร็วและการจัดการอย่างเงียบเชียบนั้นไม่ได้เป็นเรื่องของนักล่าในป่าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ในทะเลอันกว้างใหญ่ยังมีนักล่าจำนวนหนึ่งที่มีสายตาอันเฉียบคมในการหาเรือจมทั้งเก่าและใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรือรบ เรือบรรทุกน้ำมันหรือเรือโดยสาร บทความนี้ Joon H. Park มีเรื่องราวการผจญภัยเกี่ยวกับการสำรวจซากเรือจมที่ตื่นเต้นมานำเสนอแก่ผู้อ่าน

การสำรวจในครั้งนี้จัดขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญในการสำรวจหาซากเรือจม Mr. Vidar Skoglie ชาวนอร์เวย์ที่มาตั้งรกรากอยู่ที่ออสเตรเลีย และเป็นผู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากนักดำน้ำเทคนิคัลจากหลายๆ ชาติ นอกจากนี้ Mr. Vidar ยังเป็นกัปตันของเรือ "MV Empress" ซึ่งเป็นเรือสำหรับการดำน้ำแบบเทคนิคัลโดยเฉพาะเรือ MV Empress นั้นประจำอยู่ที่ Ponggol Bay ประเทศสิงคโปร์

Mr. Park การสำรวจในครั้งนี้ เราต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ ในการหาเรือจมซึ่งยังไม่เคยมีใครสำรวจมาก่อน โดยความลึกนั้นอยู่ระหว่าง 45-90 เมตร? Mr. Vidar เตือนผมผ่าน e-mail หลายฉบับด้วยกัน สำหรับผมแล้ว ผมกระหายที่จะได้ไปกับการสำรวจประเภทนี้อยู่แล้ว เหตุผลหลักเพราะในเมืองไทยนั้น เรายังไม่พบเรือจมขนาดใหญ่และลึกขนาดนั้น

เรื่องที่น่าปวดหัวมากที่สุดสำหรับทริปอย่างนี้คือ น้ำหนักของอุปกรณ์ที่คุณต้องนำติดตัวไปด้วย ซึ่งมีน้ำหนักค่อนข้างมากสำหรับอุปกรณ์ในการดำน้ำแบบเทคนิคัล และคงไม่มีใครอยากจะจ่ายค่าน้ำหนักเพิ่มให้กับสายการบิน เพราะ 20 กิโลกรัมสำหรับชั้นประหยัดนั้นไม่เพียงพอสำหรับนักดำน้ำเทคนิคัลเลย แต่ข่าวดีก็คือ ตอนนี้ทาง Singapore Airlines ได้เพิ่มน้ำหนักให้เป็น 35 กิโลกรัม สำหรับชั้นประหยัดแล้ว ซึ่งดูจะเอื้ออำนวยกับเรามาก เพราะน้ำหนักของสัมภาระนั้นจะอยู่ประมาณ 30-35 กิโลกรัมโดยเฉลี่ย
The MV Empress
สิงคโปร์เป็นเมืองที่เยี่ยมยอดแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งคนหลายเชื้อชาติมาอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนในที่เล็กๆ และยังเป็นแหล่งช็อปปิ้งที่ดีอีกด้วย แต่ทว่าการมาช็อปปิ้งเพียงอย่างเดียวจะน่าเสียดายมาก เพราะสิงคโปร์นั้นเคยเป็นท่าเรือหลักในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ดังนั้นจึงมีเรือจมในสมัยนั้นอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งก็มีของหลายสัญชาติไม่ว่าจะเป็นอังกฤษหรือญี่ปุ่น เพราะทะเลจีนใต้นั้นเป็นสมรภูมิที่ดุเดือดมากในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นอกจากเรือรบแล้วยังมีเรือเดินสมุทรและเรือบรรทุกน้ำมันอีกด้วย แต่ด้วยระดับความลึกนั้นลึกเกินไปสำหรับนักดำน้ำแบบสันทนาการ ดังนั้นจึงมีเพียงนักดำน้ำแบบเทคนิคัลเท่านั้นที่จะสามารถดำในความลึกระดับนี้ได้อย่างปลอดภัย

MV Empress นั้นเป็นเรือ Live-aboard สำหรับนักดำน้ำแบบเทคนิคัลที่ดีที่สุดลำหนึ่ง ถึงจะไม่หรูหราแต่ก็มีอุปกรณ์ที่สำคัญสำหรับนักดำน้ำแบบเทคนิคัลอย่างครบครัน ในเรือมีเครื่องทำน้ำจืด O2 Decompression Bar และลิฟท์ที่ยกนักดำน้ำขึ้นจากน้ำ ผมชอบลิฟท์นี้มาก เพราะลดความเสี่ยงเป็น DCI ที่เกิดจากการต้องออกแรงปีนขึ้นเรือ หลังจากการดำน้ำซึ่งต้องแบกน้ำหนักคนละอย่างน้อย 20-30 กิโลกรัม คุณเพียงว่ายน้ำเข้ามาในลิฟท์และส่งสัญญาณบอกลูกเรือเท่านั้น แต่ข้อเสียในกรณีนี้คือ คุณต้องเดินซอกแซกผ่านช่องแคบๆ ของ Scuba deck ซึ่งค่อนข้างจะไม่สะดวกเท่าใดนัก

นอกจากนี้เรือยังมีเครื่องมือที่ใช้หาเรือจมใหม่ๆ อย่างแม่นยำ มี Side-scan sonar มี depth sonar และ GPS นอกจากนี้ยังมี Continuing Trimix blender และ Continuous nitrox blender และยังมี Gas booster pump (Haskel) ไว้ใช้ในยามที่ต้องการ

เวลา 18.00 น. ถัง Oxygen และ Helium เป็นจำนวนมากถูกลำเลียงขึ้นเรือ และหลังจากนั้น เรือก็ออกเดินทางสู่ทะเลจีนใต้ ซึ่งเราจะเริ่มดำไดฟ์แรกในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น

Seven Skies

ตามหมายกำหนดการนั้น ไดฟ์แรกเราจะดำที่แหล่งที่เป็นที่รู้จักกันดีเพื่อเป็นการอุ่นเครื่อง และยังเป็นการตรวจสอบอุปกรณ์และความพร้อมของนักดำน้ำไปในตัวด้วย เรือจมที่ผมจะลงไปสำรวจในครั้งนี้ชื่อ Seven Skies เป็น Turbine Tanker ที่มีสัญชาติสวีเดน Seven Skies จมอยู่ที่ระดับความลึกประมาณ 64 เมตร สำหรับความเร็วสูงสุดของ Seven Skies ที่ถูกบันทึกไว้คือ 17 น็อต เรือมีความยาว 260.9 เมตร และเป็น Tanker ลำแรกที่กัปตัน Vidar ได้สำรวจเมื่อสิบกว่าปีก่อน ถ้าใครมีโอกาสขึ้นมาบนเรือ MV Empress ก็จะสังเกตเห็นป้ายทองเหลืองที่มีคำว่า "KOCKUMS, VALMO 1965 SWEDEN" ซึ่งเป็นชื่อของผู้สร้าง Turbine ปีที่ผลิต และสัญชาติ โดยกัปตัน Vidar เป็นผู้นำป้ายนี้ขึ้นมาจากเรือจม

สำหรับไดฟ์นี้ น้ำเย็นสบายมาก ทัศนวิสัยใต้น้ำนั้นประมาณ 10 เมตร สำหรับยอดของปล่องควันเรือจมนั้นอยู่ที่ 22 เมตร ส่วนห้องเครื่องก็เปิดกว้างสำหรับการดำเข้าไปสำรวจ ความกว้างของห้องเครื่องนั้น นักดำน้ำสามารถว่ายเข้าไปสองคนพร้อมกันได้อย่างสบาย ซึ่งทำให้การสำรวจนั้นง่ายและสนุกมาก แต่ก็ไม่มีอะไรเหลือให้เก็บเพราะเรือจมนี้เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักดำน้ำ

หลังจากไดฟ์นี้ เรือ MV Empress มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของทะเลจีนใต้ เครื่อง side sonar scan ตรวจพบจุดดำน้ำที่น่าสนใจอีกจุดหนึ่ง ซึ่งจะได้ลองลงไปดำดูตอนขากลับ
ในวันที่สองของการเดินทาง เราใช้เวลาไปกับการค้นหาเรือจมลำใหม่ๆ กันทั้งวัน ส่วนวันที่สาม เราหยุดกันที่จุดหนึ่งที่ซึ่งเจอเรือจมลำใหม่ที่ความลึก 65 เมตร คราวนี้ผมตาม Kevin Denlay ลงไป เขาใช้ MK 15.5 US Navy CCR (Closed-Circuit Rebreather) ผมคิดว่ามันเป็น CCR ที่เซ็กซี่ที่สุดและสลับซับซ้อนมากที่สุดในตลาด หากแต่ต้องการการบำรุงรักษาและการเตรียมการที่ดีเยี่ยม เรื่องของประสิทธิภาพนั้นไม่ต้องพูดถึง คุณสามารถดำลงไปถึงระดับ 300 เมตร โดยใช้ถังกลมๆ เล็กๆ 2 ถังที่อยู่ในตัวเครื่องเอง ผมเคยใช้อยู่ครั้งหนึ่งเมื่อครั้งยังเป็นทหารอยู่ และคิดว่ากองทัพเรือไทยน่าจะใช้รุ่นนี้เป็นมาตรฐานสำหรับการดำ Deep Trimix เช่นกัน

สำหรับเรือลำใหม่ที่เราเจอนั้น ดาดฟ้าเรืออยู่ที่ระดับประมาณ 55 เมตร และห้องเครื่องลึกกว่า 60 เมตร ทัศนวิสัยใต้น้ำดีกว่าตอนที่เราดำเรือ Seven Skies ในความเป็นจริงแล้ว มันขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศและกระแสน้ำ ผมดำตาม Kevin ลงไปที่ดาดฟ้าเรือและดำต่อลงไปที่ห้องเครื่อง ผมหยุดที่ความลึก 65 เมตร และตามดูนักดำน้ำคนอื่นๆ ต่อไป

เช้าวันต่อมา เราดำเรือจมที่เจอใหม่ลำที่สองซึ่งจมอยู่ที่ระดับความลึกกว่า 80 เมตร คราวนี้ผมตามนักดำน้ำที่มาจากอังกฤษ 3 คน โดย 2 ใน 3 คนใช้ CCR ยี่ห้อ KISS ส่วนอีกคนหนึ่งใช้ Buddy Inspiration ผมเห็นกัปตัน Vidar นำ Navigation light housing ขึ้นมา 3 ชิ้น ซึ่งผมคิดว่าน่าจะมีอะไรที่น่าสนใจสำหรับผมบ้าง ผมเห็นแสงไฟเคลื่อนไปมาจากซ้ายไปขวาขณะที่ผมเข้าไปใกล้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นดาดฟ้าเรือ ผมหยุดที่ความลึก 65 เมตร มีนักดำน้ำคนหนึ่งว่ายมาหาผมและให้ผมดู Slate ที่เขียนว่า เรืออยู่ในลักษณะพลิกคว่ำ ผมยังสังเกตอีกว่า Thermocline ได้ปกคลุมเรือเต็มไปหมด ผมจึงตัดสินใจไต่ระดับขึ้นมาบนผิวน้ำเพราะไม่มีภารกิจอันใดแล้ว

ทีมของนักสำรวจนั้น ส่วนมากจะรวมตัวกันอยู่ที่ห้องควบคุมหรือพื้นที่สำหรับเตรียมอุปกรณ์ เพื่อที่จะพูดถึง Sonar Image และความคาดหวังสำหรับไดฟ์ต่อไป ถึงแม้ว่าพวกเราจะตั้งความหวังไว้สูง ไม่ว่าจะเป็นขนาดของเรือที่ใหญ่หรือทัศนวิสัยใต้น้ำที่ใสราวกับเพชร ซึ่งก็ไม่มีอะไรมารับประกันได้ว่าเราจะพบเรือจมอย่างที่หวังไว้ ช่วงที่ยุ่งที่สุดสำหรับนักดำน้ำก็คือ ช่วงเวลาที่รอให้กัปตัน Vidar จัดแจงผูกเชือก (Shot Line) หลังจากกัปตันส่งสัญญาณบอก ทั้งทีมก็ดำลงสู่ห้วงสมุทรสีน้ำเงิน ซึ่งผมรู้สึกดีที่ได้เห็นนักดำน้ำกำลังเตรียมพร้อม

เช้านี้เงียบสงบและทะเลก็เรียบมาก เรือนั้นหยุดอยู่กับที่ ผมรีบขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือ ผมเห็นกัปตัน Vidar กำลังพูดคุยหรือใช้ท่าทางเพื่อสื่อสารกับชาวประมงเวียดนามสองคน และจดบันทึกบางอย่างอยู่ ซึ่งก็คือตำแหน่ง GPS นั่นเอง กัปตัน Vidar ให้เครื่องดื่มและขนมเป็นจำนวนมากแก่ชาวประมงสองคนนั้นเป็นการตอบแทน แต่สิ่งที่ผมประหลาดใจมากที่สุดคือ ชาวประมงสองคนนั้นใช้ตะกร้าไม้ไผ่แทนเรือลำเล็ก จากนั้นเรือ MV Empress ได้เคลื่อนตัวต่อไปทางทิศเหนือ หลังจากที่ได้ตำแหน่ง GPS จากเรือประมงสัญชาติเวียดนาม

The French Passenger Liner, D''''''''''''''''''''''''''''''''Artanan

นี่คือเรือที่เป็นที่รู้จักกันดีลำที่สอง เรือนั้นเป็นของชาวฝรั่งเศสก่อนถูกจับโดยพวกญี่ปุ่น และเปลี่ยนชื่อเป็น ?Teikomaru ซึ่งใช้ในงานข่าวกรอง ต่อมาในปี 1944 ได้ถูกระเบิดตอร์ปิโดของอเมริกายิงและจมอยู่ที่ความลึกประมาณ 72 เมตร ทีมดำน้ำลงดำสองไดฟ์ที่แหล่งนี้ ซึ่งกัปตัน Vidar ได้นำเครื่องโทรเลขและเครื่องครัวขึ้นมาจากเรือด้วย นับว่าเป็นเรื่องน่าประหลาดใจมากที่เขาสามารถนำสิ่งของที่ไม่มีใครคาดคิดขึ้นมาจากเรือได้

The Japanese Destroyer, Shimotshki
เรือลำที่สามที่วางแผนไว้คือ Shimotshki เป็นร่องรอยของสุสานจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และยังคงมีกะโหลกศีรษะและโครงกระดูกของมนุษย์ให้เห็นอยู่บ้าง นอกจากนั้นยังพบปลากระเบนและสัตว์ต่างๆ เวียนว่ายอยู่รอบเรือ ตัวเรือนั้นถูกปกคลุมไปด้วย Thermocline เป็นหย่อมๆ ทัศนวิสัยใต้น้ำไม่แย่นักอยู่ที่ความลึกประมาณ 2 เมตรโดยเฉลี่ย ส่วนความลึกสูงสุดอยู่ที่ 73 เมตร ปืนต่อสู้อากาศยานนั้นอยู่ด้านหน้าและด้านหลังของตัวเรือ ใบพัดเรือก็ถูกกู้ขึ้นมาโดยกัปตัน Vidar ซึ่งมีรายละเอียดของใบพัดสลักไว้ด้วย

เวลาผ่านไปอีกหนึ่งวัน ทีมดำน้ำได้รวมตัวกันที่ห้องควบคุมอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเช็คดู Sonar Image ของเรือจมลำหนึ่ง ทุกคนในทีมประกอบอุปกรณ์และลงดำน้ำ เราเจอกระแสน้ำตลอดทั้งไดฟ์นี้ เรือจมนั้นเป็นเรือขนสินค้าจมอยู่ที่ความลึกระดับ 50 เมตร ทัศนวิสัยใต้น้ำนั้นดีมากอยู่ที่ประมาณ 10 เมตร ส่วนเรือจมนั้นก็อยู่ในสภาพที่ดีมากและยังไม่เคยมีใครมาเยือนเรือจมนี้เลย สำหรับผมแล้ว ไดฟ์นี้เป็นไดฟ์ที่ดีมากเพราะกระแสน้ำที่แรงทำให้นักดำน้ำอยู่เป็นระเบียบกันมากขึ้น ซึ่งทำให้ผมได้ถ่ายภาพที่ดีๆ พอกลับขึ้นมา ผมบอกกับเพื่อนร่วมทีมว่า ?"ผมชอบการดำน้ำแบบนี้!?" ผลที่ตามมาก็คือ "บ้าไปแล้วหรือ คุณชอบมันได้อย่างไร!?" ?"ผมชอบเพราะรู้สึกเหมือนบินอยู่ในน้ำ"? ผมพูดออกไปด้วยเสียงที่มีความสุข

การเดินทางสำรวจของเรากำลังสิ้นสุดลง กัปตัน Vidar ลงดำอีก 2 ไดฟ์ ในระหว่างเดินทางกลับ Ponggol Bay เพื่อทำการสำรวจ ยกเว้นแต่พวกเราที่ต้องบินกลับ พวกเราทุกคนค่อนข้างจะพอใจการดำน้ำ ซึ่งเราลงดำกัน 9 ไดฟ์ไนเวลา 6 วัน ทีมของเรานั้นมีหลากหลายเชื้อชาติทั้งออสเตรเลีย สิงคโปร์ อังกฤษและเกาหลี นักดำน้ำ 4 คนรวมทั้งผมด้วยใช้ Open Circuit ส่วนที่เหลือใช้ CCR (Closed-Circuit Rebreather) 3 แบบด้วยกัน ความลึกในการดำโดยทั่วไปนั้นคือ 65 เมตร นักดำน้ำคนอื่นนั้นใช้ 10/50 Trimix สำหรับ Bottom gas และ EAN 50 กับออกซิเจน สำหรับ Decompression gas ส่วนผมนั้นใช้อากาศเป็น Bottom gas ที่ความลึกระดับสูงสุด 73 เมตร ซึ่งผมรู้สึกถึง ?Martini effect บ้างเล็กน้อย

นักดำน้ำชาวอังกฤษคนหนึ่งถามผมว่า ผมใช้ mix อะไรระหว่างความลึกที่ 65-80 เมตร ผมตอบไปว่า "Air" ซึ่งอีก 4 คนมองด้วยความสงสัย ผมตอบว่า ผม ok จริงๆ แต่ท่านผู้อ่านไม่ควรลองหากไม่มั่นใจจริงๆ

การเดินทางสำรวจเรือจมในมหาสมุทรได้สำเร็จเสร็จสิ้นลงอย่างที่คาดหวังไว้ จริงๆ แล้วยังมีเรือจมอีกเป็นร้อยในน่านน้ำแห่งนี้ที่ยังไม่มีผู้ใดค้นพบ อ่านถึงตรงนี้แล้วหากใครต้องการที่จะผจญภัยแบบนี้บ้าง ก็ขอให้มีความสุขกับการสำรวจนะครับ
บทสัมภาษณ์ของนักดำน้ำ 4 คนในทริป
กัปตัน Vidar: ผมเริ่มดำน้ำตั้งแต่อายุ 16 ปี ในที่สุดผมได้สร้างเรือ MV Empress ที่ Sydney ระหว่างปี 1984-1987 จากนั้นผมย้ายมาอยู่ที่สิงคโปร์ เพราะเห็นความต้องการจากอุตสาหกรรมการดำน้ำแบบเทคนิคัลมาก ผมใช้เวลาทั้งชีวิตในทะเลและมีความสนใจที่จะค้นหาเรือจม ไม่ว่าจะเป็นเรือรบหรือเรือโดยสาร มันอยู่ในสายเลือดของผม ผมรักทะเล
Kevin Denlay: สำหรับผม มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากที่ได้ศึกษาเรือที่จมอยู่ แต่ละลำก็มีประวัติศาสตร์ของมันเอง? Kevin Denlay เป็นนักดำเรือจมที่คร่ำหวอดคนหนึ่ง และยังเป็นนักเขียน-ช่างภาพใต้น้ำอิสระอีกด้วย ?เดี๋ยวนี้ผมไม่ได้ใช้ Open Circuit แล้ว ผมใช้แต่ Mark 15.5 CCR ซึ่งมีความสลับซับซ้อนมากกว่ารุ่นอื่น แต่สนุกกว่ารุ่นอื่นอย่างแน่นอน?
Mike Chapman: Software Engineer ชาวอังกฤษได้เปิดเผยถึงความหลงใหลในการดำเรือจมว่า ?น่าสนใจ มันคือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ คุณลองนึกภาพดู เรือชูชีพยังแขวนอยู่ ช่วงเวลานั้นเหมือนถูกทำให้หยุดลงเหมือนกับฟิล์มสไลด์ ผมไม่ได้มาแสวงหา Porthole หรือวัตถุอื่นๆ เลย?
Steve Flew: ชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในมาเลเซียได้กล่าวถึงเหตุผลที่ทำให้เขาเป็น Technical wreck diver ว่า "คุณไม่รู้ว่าคุณจะพบอะไร และนี่คือส่วนที่น่าตื่นเต้นที่สุดของการเป็น Wreck diver"
Adventraveller''''''''''''''''''''''''''''''''s Guide
นักดำน้ำที่สนใจทริปดำน้ำที่เป็น Technical Liveaboard จะต้องแสดง Technical diving certificate ที่จำเป็นขึ้นอยู่กับแผนการดำน้ำ เรือ MV Empress จัดเตรียมถังดำน้ำชนิด Double tank และ Deco tank ใบเล็กอีก 2 ใบต่อหนึ่งคน อย่างไรก็ตามคุณต้องเตรียมอุปกรณ์ส่วนตัวไปเอง เรือจะออกเดินทางจาก Ponggol Bay Marina Country Club ในเวลา 18.00 น. ถ้าคุณอยากให้ตารางเวลาเป็นไปอย่างสบายๆ คุณควรจะมาถึงก่อนหนึ่งวัน หรือบินด้วยเที่ยวบินในเวลาเช้าจากกรุงเทพฯ การทำประกันเกี่ยวกับการดำน้ำนั้นเป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง ส่วน Decompression Chamber นั้นมีบริการบนเรือ แต่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อกัปตัน Vidar Skoglie โทร (65) 9663-4671 หรือ e-mail : vidar@octa4.net.au

Take a ride as you wish and
Enjoy your Idyllic Pleasure with cautions!
Post by: Dive&Travel | 2009-03-03, 13:31:55
(0)
(1)